การเลือกยาสีฟันเด็ก เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ปกครองควรใส่ใจตั้งแต่ฟันน้ำนมซี่แรกขึ้น เพราะยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ในปริมาณเหมาะสมสามารถช่วยป้องกันฟันผุและเสริมความแข็งแรงของเคลือบฟันได้ อย่างไรก็ตาม เด็กแต่ละช่วงวัยควรใช้ยาสีฟันในปริมาณและความเข้มข้นที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากฟลูออไรด์อย่างปลอดภัย
ทำไมยาสีฟันเด็กต้องมีฟลูออไรด์?
ฟลูออไรด์ (Fluoride) เป็นแร่ธาตุที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของเคลือบฟัน ส่งเสริมการคืนแร่ธาตุให้กับผิวฟัน และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุ
เด็กสามารถเริ่มใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ได้ตั้งแต่ฟันน้ำนมซี่แรกขึ้น โดยผู้ปกครองควรเป็นผู้บีบยาสีฟันและช่วยแปรงให้ เพื่อควบคุมปริมาณและลดการกลืนยาสีฟันโดยไม่จำเป็น
วิธีเลือกยาสีฟันเด็กตามช่วงอายุ
เด็กแต่ละช่วงวัยมีความสามารถในการบ้วนยาสีฟันและดูแลช่องปากแตกต่างกัน จึงควรเลือกความเข้มข้นและปริมาณฟลูออไรด์ให้เหมาะสม
| ช่วงอายุ | ฟลูออไรด์ที่แนะนำ | ปริมาณยาสีฟัน |
|---|---|---|
| ฟันซี่แรกขึ้น – ต่ำกว่า 3 ปี | 1,000 ppm | แตะบาง ๆ หรือเท่าเมล็ดข้าวสาร |
| 3–6 ปี | 1,000 ppm | ประมาณเมล็ดข้าวโพด |
| มากกว่า 6 ปี | 1,400–1,500 ppm | ประมาณความยาวหน้าแปรงเด็ก |
อ้างอิงแนวทางในประเทศไทยจากกรมการแพทย์และคำแนะนำของสมาคมทันตกรรมเด็กแห่งประเทศไทย โดยเด็กที่มีความเสี่ยงฟันผุสูงอาจได้รับคำแนะนำให้ใช้ความเข้มข้นฟลูออไรด์แตกต่างจากตาราง
1. เด็กแรกเกิดถึง 3 ปี
ควรเริ่มแปรงฟันตั้งแต่ฟันน้ำนมซี่แรกขึ้น โดยใช้แปรงสีฟันขนนุ่มขนาดเล็กและยาสีฟันฟลูออไรด์ 1,000 ppm ในปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่าเมล็ดข้าวสาร
ผู้ปกครองควรเป็นผู้แปรงฟันให้และเช็ดฟองยาสีฟันส่วนเกินออก เพื่อลดการกลืนยาสีฟัน
2. เด็กอายุ 3–6 ปี
สามารถใช้ยาสีฟันฟลูออไรด์ 1,000 ppm ในปริมาณประมาณเมล็ดข้าวโพด โดยผู้ปกครองควรช่วยบีบยาสีฟันและดูแลระหว่างแปรง พร้อมฝึกให้เด็กบ้วนฟองยาสีฟันทิ้ง
สำหรับเด็กที่มีความเสี่ยงฟันผุสูง ทันตแพทย์อาจพิจารณาแนะนำยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ 1,400–1,500 ppm ตามความเหมาะสม
3. เด็กอายุมากกว่า 6 ปี
เด็กวัยนี้สามารถใช้ยาสีฟันฟลูออไรด์ประมาณ 1,400–1,500 ppm โดยบีบยาสีฟันตามความยาวหน้าแปรงสีฟันเด็กตามแนวทางในประเทศไทย
แม้เด็กจะเริ่มแปรงฟันด้วยตนเองได้แล้ว ผู้ปกครองยังควรตรวจสอบความสะอาดและดูแลให้เด็กแปรงฟันอย่างถูกวิธี
ฟลูออไรด์ในยาสีฟันเด็กปลอดภัยหรือไม่?
ฟลูออไรด์มีความปลอดภัยและช่วยป้องกันฟันผุเมื่อใช้ในความเข้มข้นและปริมาณที่เหมาะสมกับช่วงวัย
อย่างไรก็ตาม การได้รับฟลูออไรด์มากเกินไปอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ฟันกำลังพัฒนา อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ ภาวะฟันตกกระ (Dental Fluorosis) ซึ่งทำให้เคลือบฟันมีลักษณะเป็นรอยขาวหรือเปลี่ยนแปลงไปตามระดับความรุนแรง
ผู้ปกครองจึงควรบีบยาสีฟันให้เด็กทุกครั้ง ไม่ปล่อยให้เด็กบีบเองในปริมาณมาก และเก็บหลอดยาสีฟันให้พ้นมือเด็กเล็ก
วิธีใช้ยาสีฟันฟลูออไรด์ให้ได้ประสิทธิภาพ
นอกจากการเลือกยาสีฟันให้เหมาะกับอายุแล้ว ควรดูแลการแปรงฟันอย่างถูกวิธี ดังนี้
-
แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง โดยเฉพาะก่อนเข้านอน
-
ใช้ยาสีฟันในปริมาณที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องบีบเต็มแปรงสำหรับเด็กเล็ก
-
ช่วยลูกแปรงฟันให้ทั่วถึง ทั้งด้านหน้า ด้านใน และด้านบดเคี้ยว
-
ฝึกให้เด็กบ้วนฟองยาสีฟันทิ้ง โดยไม่กลืน และหลีกเลี่ยงการบ้วนน้ำตามหลายครั้ง
-
พบทันตแพทย์เป็นประจำ เพื่อประเมินความเสี่ยงฟันผุและรับคำแนะนำเรื่องฟลูออไรด์เพิ่มเติม
จำเป็นต้องเลือกยาสีฟันเด็กที่ไม่มีฟลูออไรด์หรือไม่?
โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องเลือกยาสีฟันที่ปราศจากฟลูออไรด์ เนื่องจากยาสีฟันผสมฟลูออไรด์มีหลักฐานสนับสนุนประสิทธิภาพในการป้องกันฟันผุ
สิ่งสำคัญคือการเลือกความเข้มข้นให้เหมาะกับอายุ ควบคุมปริมาณยาสีฟัน และดูแลไม่ให้เด็กกลืนยาสีฟันมากเกินไป หากมีข้อกังวลควรปรึกษาทันตแพทย์เด็กก่อนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์
ดูแลสุขภาพฟันลูกตั้งแต่ซี่แรกกับ TDH Dental
การดูแลสุขภาพช่องปากตั้งแต่วัยเด็กเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีฟันแข็งแรงในอนาคต โดยเฉพาะการแปรงฟันอย่างถูกวิธีและการใช้ฟลูออไรด์อย่างเหมาะสม
ที่ TDH Dental ผู้ปกครองสามารถพาบุตรหลานเข้ารับการตรวจสุขภาพฟันกับทีมทันตแพทย์มากประสบการณ์ พร้อมรับคำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกยาสีฟัน การแปรงฟัน และการป้องกันฟันผุตามช่วงวัย รวมถึงการเคลือบฟลูออไรด์ตามข้อบ่งชี้ของแต่ละบุคคล
เพราะฟันที่แข็งแรงในอนาคต เริ่มต้นได้จากการดูแลอย่างถูกวิธีตั้งแต่ฟันซี่แรก

