โรคเหงือกเรื้อรัง เป็นปัญหาสุขภาพช่องปากที่หลายคนอาจมองข้าม เพราะในระยะแรกอาจมีเพียงอาการเหงือกบวม แดง หรือเลือดออกขณะแปรงฟัน แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา การอักเสบอาจลุกลามไปยังเนื้อเยื่อและกระดูกที่รองรับฟัน จนเกิดปัญหาเหงือกร่น ฟันโยก และอาจสูญเสียฟันธรรมชาติได้
โรคเหงือกเรื้อรังคืออะไร?
โรคเหงือกเกิดจากการสะสมของคราบจุลินทรีย์และแบคทีเรียบริเวณฟันและขอบเหงือก หากทำความสะอาดไม่ทั่วถึง คราบจุลินทรีย์อาจแข็งตัวเป็นหินปูนและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ
โรคเหงือกแบ่งได้เป็น 2 ภาวะสำคัญ ได้แก่
-
เหงือกอักเสบ (Gingivitis): เหงือกบวม แดง หรือมีเลือดออกง่าย โดยยังไม่มีการสูญเสียกระดูกรองรับฟันจากโรคปริทันต์ และสามารถฟื้นฟูได้ด้วยการรักษาที่เหมาะสม
-
โรคปริทันต์อักเสบ (Periodontitis): การอักเสบที่ส่งผลต่อเนื้อเยื่อและกระดูกรองรับฟัน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายถาวรและเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียฟัน
5 ผลกระทบเมื่อปล่อยโรคเหงือกเรื้อรังไว้ไม่รักษา
1. เหงือกร่นและเกิดร่องลึกปริทันต์
เมื่อการอักเสบลุกลาม เนื้อเยื่อรอบฟันอาจถูกทำลาย ทำให้เหงือกร่นและเกิดร่องลึกระหว่างเหงือกกับฟัน ส่งผลให้คราบจุลินทรีย์สะสมได้ง่ายขึ้น และอาจเกิดอาการเสียวฟันจากผิวรากฟันที่เปิดเผย
2. กระดูกรองรับฟันถูกทำลาย
โรคปริทันต์อักเสบสามารถทำให้กระดูกที่ยึดรากฟันค่อย ๆ สูญเสียไป ซึ่งเป็นความเสียหายที่ไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้เอง แม้การรักษาจะช่วยควบคุมการอักเสบและชะลอการดำเนินของโรคได้
3. ฟันโยกและเสี่ยงสูญเสียฟัน
เมื่อเนื้อเยื่อและกระดูกรองรับฟันถูกทำลายมากขึ้น ฟันอาจเริ่มโยกหรือเคลื่อนจากตำแหน่งเดิม หากโรครุนแรงและไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้สูญเสียฟันธรรมชาติในที่สุด
4. มีกลิ่นปากเรื้อรัง
การสะสมของแบคทีเรียและการอักเสบบริเวณเหงือกอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของกลิ่นปากเรื้อรัง บางรายอาจมีรสชาติผิดปกติในช่องปาก หรือมีหนองบริเวณเหงือกร่วมด้วย
5. เคี้ยวอาหารลำบากและกระทบคุณภาพชีวิต
เมื่อฟันโยกหรือมีอาการเจ็บขณะบดเคี้ยว อาจทำให้หลีกเลี่ยงอาหารบางประเภท ส่งผลต่อความสะดวกในการรับประทานอาหาร และอาจกระทบต่อโภชนาการและคุณภาพชีวิตในระยะยาว
สัญญาณเตือนโรคเหงือกเรื้อรังที่ไม่ควรมองข้าม
หากพบอาการต่อไปนี้ ควรพบทันตแพทย์เพื่อประเมินสุขภาพเหงือก
-
เหงือกบวม แดง หรือเลือดออกบ่อยครั้ง
-
มีกลิ่นปากเรื้อรังแม้แปรงฟันสม่ำเสมอ
-
เหงือกร่นจนสังเกตเห็นฟันยาวขึ้น
-
ฟันโยกหรือมีช่องว่างระหว่างฟันมากขึ้น
-
เจ็บขณะเคี้ยวอาหารหรือมีหนองบริเวณเหงือก
ทั้งนี้ โรคปริทันต์บางรายอาจไม่มีอาการปวดชัดเจน แม้จะเริ่มมีการสูญเสียกระดูกรองรับฟันแล้วก็ตาม
โรคเหงือกเรื้อรังรักษาได้หรือไม่?
โรคเหงือกสามารถรักษาและควบคุมได้ โดยแนวทางขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรค เช่น
-
การขูดหินปูน: ช่วยกำจัดคราบหินปูนที่สะสมบนผิวฟันและบริเวณที่เข้าถึงได้
-
การเกลารากฟัน (Root Planing): ทำความสะอาดผิวรากฟันใต้เหงือกเพื่อลดคราบจุลินทรีย์และหินปูน
-
การรักษาโรคปริทันต์: ในรายที่มีการสูญเสียเนื้อเยื่อหรือกระดูกรองรับฟันมาก อาจต้องพิจารณาการรักษาเพิ่มเติม รวมถึงการผ่าตัดปริทันต์ในบางกรณี
-
การดูแลต่อเนื่อง: ติดตามสุขภาพเหงือกและทำความสะอาดตามระยะที่ทันตแพทย์กำหนด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการกลับมาของโรค
การรักษาโรคปริทันต์สามารถช่วยควบคุมโรคได้ แต่ไม่สามารถรับประกันว่าเนื้อเยื่อหรือกระดูกที่สูญเสียไปจะกลับคืนมาได้ทั้งหมด
วิธีป้องกันโรคเหงือกและดูแลสุขภาพช่องปาก
การป้องกันโรคเหงือกเริ่มต้นได้จากการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่
-
แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ด้วยแปรงขนนุ่ม
-
ใช้ไหมขัดฟันหรือแปรงซอกฟันทุกวัน
-
หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคปริทันต์
-
ดูแลโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน
-
ตรวจสุขภาพฟันและขูดหินปูนตามคำแนะนำของทันตแพทย์
ดูแลโรคเหงือกเรื้อรังกับ TDH Dental
สุขภาพเหงือกที่ดีเป็นพื้นฐานสำคัญของการรักษาฟันธรรมชาติให้ใช้งานได้อย่างเหมาะสมในระยะยาว โดยเฉพาะการป้องกันการสูญเสียกระดูกรองรับฟันและปัญหาฟันโยกจากโรคปริทันต์
ที่ TDH Dental สามารถเข้ารับคำปรึกษากับทีมทันตแพทย์มากประสบการณ์ เพื่อประเมินสุขภาพเหงือกและเนื้อเยื่อรองรับฟัน พร้อมวางแผนการรักษาโรคปริทันต์ตามระดับความรุนแรงและความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
เพราะการดูแลเหงือกตั้งแต่วันนี้ คือส่วนหนึ่งของการรักษาฟันธรรมชาติและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

